2009/Oct/20

        พอดีได้มีโอกาสมาอ่านงานเขียนของ OSHO ที่เขียนเรื่องเต๋าทำให้ผมเองนั้นได้รู้จักกับคำว่า นิทานคติ ในหนังสือเล่มนี้บอกผมว่า นิทานคติ ใช้สอนหรือบอกองค์ความรู้ ที่ในโลกนี้ไม่มีคำพูดหรือศัพท์มาแทนได้ โอ้อ่านแค่นี้แล้วถึงกับนึกไปก่อนว่าจริงหรอ! แต่สุดท้ายพออ่านจบแล้วก็รู้ว่าจริงแฮะ ความรู้แบบนี้ถ้าไม่มีนิทานมานำเสนอ จะเอาคำพูดอะไรไปพูดเนี่ยลองดูนิทานซักสองเรื่องที่ผมจะยกออกมาจากหนังสือแล้วกันนะครับ

 

    เรื่่องแรกหมาป่ากับกระต่าย

            ในป่าแห่งหนึ่งมีหมาป่ากับกระต่ายเป็นเพื่อนกันอยู่มาวันหนึ่งหมาป่าหิวมากๆเลยชวนกระต่ายเข้าเมืองไปทานอาหารในร้านอาหารแห่งหนึ่งซึ่งในขณะนั้นหมาป่านั้นหิวมากๆ อยากจะกินอาหารมากๆ พอไปถึงร้านอาหารนั้น หมาป่าก็ทำการเริ่มอ่านเมนูก็เห็นเมนูนั้นเมนูนี้ก็นึกภาพตาม เช่นเห็นปูผัดผงกระหรี่ ก็นึกว่าโหมันช่างอร่อยเหลือเกินนะเนี่ย  แต่อย่าพึ่งลืมนะหมาป่าตัวนี้ยังไม่เคยกินปูผัดผงกระหรี่เลย แค่อ่านเมนูก็สามารถอนุมานไปได้แล้วว่าอร่อยขนาดไหน

           ต่อมาระหว่างอ่านเมนูอยู่นั้นหมาป่ามีโอกาสได้เห็นปูผัดผงกระหรี่ที่โต๊ะข้างๆสั่งมา คนเสริฟก็ถือปูผัดผงกระหรี่เดินผ่านหมาป่า โหยคราวนี้เจ้าหมาป่าเห็นจังๆเลยว่าปูผัดผงกระหรี่เป็นแบบนี้มันช่างน่ากินเหลือเกิน แต่ก็อย่าลืมนะครับหมาป่าตัวนี้ยังไม่เคยกินปูผัดผงกระหรี่เลย ก็แค่เห็นปูผัดผงกระหรี่แบบจริงๆอยู่โต๊ะข้างๆนี้เอง

          สรุปเห็นไม่ครับว่าคนบางคนทั้งชีวิตมีโอกาสแค่อ่านเมนูเท่านั้น แล้วก็คิดไปว่าดีแบบนั้นดีแบบนู้น บางคนมีโอกาสดีหน่อย ได้เห็นคนใกล้ๆตัวปฏิบัติ ก็รู้สึกว่าดีจริงๆเลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คนพวกนี้ไม่เคยได้มีความรู้สึกหรือรู้จริงๆเลยว่า ปูผัดผงกระหรี่จริงๆๆนั้นรสชาติเป็นอย่างไรจนกว่าเค้าจะได้กินปูผัดผงกระหรี่นั้นเอง

 (เรื่องนี้ถ้าใครเรียนรู้ศาสนาพุทธมาบ้างจะรู้เลยว่าศาสนาพุืทธนั้นเป็นศาสนาแห่งการปฏิบัติ ไม่สามรถเข้าใจได้จากการอ่านหนังสือหรือเห็นว่าคนคนนั้นทำสำเร็จหรือว่าเ้ข้าใจแล้วมาบอกว่า มันเป็นแบบนั้นเป็นแบบนี้ ทั้งหมดนี้ผู้ศึกษาจำเป็นที่่จะต้องปฏิบัติเองเพื่อที่จะเข้าใจธรรมชาิติด้วยตัวเองเท่านั้น)

 

 

 

      เรื่องที่สองคนทำเกวียนกับท่านอ๋อง

                 ในขณะที่ท่านอ๋องได้นั่งอ่านหนังสือปรัชญาคำสอนของบุคคลที่ล่วงลับไปแล้วแต่มีชื่อเสียงในอดีตอย่างเช่นขงจื้อ  อยู่ใกล้ๆกับช่างทำล้อเกวียนคนหนึ่ง ทันใดนั้นช่างทำล้อเกวียนคนนี้ได้เดินไปบอกท่านอ๋องว่า ท่านอ๋อง ท่านอ่านหนังสือของคนแก่ที่ตายไปแ้่ล้วทำไม มันไม่มีประโยชน์เลยที่ท่านจะไปอ่าน ทั้งหมดนั้นมันเป็นแค่คำพูดของคนที่ตายไปแล้วเท่านั้นเอง ท่านอ๋องโกรธมากๆ ถามคนทำล้อเกวียนว่า นี่เจ้าไม่รู้จักหรอขงจื้อ คำสอนของเค้าเป็นประโยชน์มากๆ

                 คนทำล้อเกวียนพูดสวนขึ้นมาว่าท่านรู้มั้ยเข้าทำล้อเกวียนมาตั้ง 50 ปี ถ้าเข้าขันแน่นเกินไปล้อก็จะฝืดลากยาก ถ้าเข้าขันหลวมเกินไปล้อนั้นก็มีโอกาสหลุดได้ สิ่งที่เข้าพเจ้าทำมาตลอดก็คือการทำให้มันพอดี พอดี แล้วไอ้คำว่าพอดี พอดี นี้เข้าก็ไม่สามารถสอน ลูกข้าได้ ลูกเข้าต้องเขียนรู้เอง เข้าไม่สามารถพูดว่า ทำให้พอดี พอดี แล้วลูกข้าก็จะเข้าใจ สิ่งที่เค้าต้องทำจนกว่าจะเข้าใจว่าพอดี พอดี นั้นเค้าต้องลองผิดลองถูก ทำแล้วทำอีก จนเข้าใจด้วยตัวเขาเอง  ซึ่งจะเห็นว่าสิ่งที่อ่านอ๋องอ่าน นั้นท่านอ๋องคิดว่าจะเข้าใจได้อย่างไรคำว่าพอดี พอดี

                  สรุปการเรียนรู้ของคนเรานั้นไม่สามารถที่จะเข้าใจอะไรได้อย่างท่องแท้ผ่านการอ่านหรือการรับฟังสิ่งที่เค้าผู้นั้นจะเข้าใจได้คือเค้าผู้นั้นต้องลงมือทำด้วยตัวเขาเอง  

2009/Oct/18

 

      ผมพยามเฝ้าสังเกตความรู้สึกตัวเองที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา และสิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือว่ามันเปลี่ยนทุกครั้ง แม้แต่จะเป็นเรื่องเดิมก็ตาม เร็วๆนี้ได้มีโอกาสไปดูหนังกับแฟนซึ่งในระหว่างเดินจับมือกันนั้น ผมก็ได้สังเกตความรู้สึกตัวเอง แล้วก็นึกย้อนไปว่า เอ้ตอนที่ได้จับมือครั้งแรกกับแฟน ความรู้สึกนั้นไม่เหมือนกับความรู้สึกในวันนี้ ก็เลยคิดต่อไปถึงเรื่องอื่นๆเช่น ความรู้สึกที่เรารักคุณแม่ จริงๆแล้วมันก็เปลี่ยนทุกวันเหมือนกันนะ พอดีเหตการณ์ที่ทำให้เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ เด๋วต้องลากเรื่องก่อนนิดหนึ่ง พอดีเดียวนี้มีกิจกรรมทุกๆวันเสาร์เช้าต้องไปฟังพระครรชิต คุณวโร วัดญาณเวศกวัน เทศ แล้วบังเอิญวันเสาร์หนึ่งก่อนวันแม่ พระท่านนี้เทศแบบว่าผมร้องไห้ตลอดเวลาเลยครับ
 

       สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วเห็นได้ชัดก็คือว่าพอวันนั้นได้ฟังเหตการณ์และเรื่องราวบางอย่าง(จริงๆก็แค่ลมที่กระทบหู) มันทำให้เกิดความรู้สึกที่ซาบซึ้งมากๆจนรู้สึกว่าเราควรรักแม่มากแค่ไหน ถ้ามีอะไรสามารถมาวัดความรู้สึกได้ช่วงนั้นเกรณวัดคงจะรับไม่ไหวเลย (แอบเล่าต่อนิดหนึ่งวันนั้นพระท่านถามว่ามีใครพาแม่มาด้วยมั้ยมานั่งข้างหน้าซิ แล้วก็ให้กอดกันแล้วก็พูดคุยกัน จะบอกว่าหลายสิบปีมาแล้วไม่ได้มีโอกาสกอดท่านเลย เขินมากๆ แต่ลึกๆก็แอบดีใจนะที่บรรยากาศทำให้ผมต้องทำแบบนั้นในวันนั้น ) กลับมาต่อในเรื่องความรู้สึก จากนั้นตอนขับรถกลับบ้าน ความรู้สึกมันก็ไม่ได้มีมากเหมือนตอนที่ฟังพระท่านเทศอีก ถึงบ้านอยู่ต่อมาถึงวันนี้ก็รู้สึกรัก แต่มันก็ไม่เหมือนวันที่ฟังพระเทศ  

       ผมก็เลยพอจะสรุปได้ว่าจริงๆแ้ล้วความรู้สึกนั้นๆขึ้นกับเหตุการณ์ เวลา สถานที่ นั้นๆเท่านั้น ดังนั้นถ้าท่านทั้งหลายรู้แบบนี้แล้วเราจะวางท่าทีกับสิ่งรอบข้างไ้ด้ถูกต้องมากขึ้น กับตัวเองได้ถูกต้องมากขึ้น เวลามีคนมาบอกว่าเค้ารู้สึกดีกับเรา เราจะได้เข้าใจแค่ว่า เค้ารู้สึกดีกับเราตอนนี้ อย่าไปเข้าใจว่ามันจะตลอดไป  หรือว่าเรามีความรู้สึกสุข ก็เข้าใจว่าความรู้สึกสุขมันอยู่แค่ตอนนี้ ต่อไปมันก็จะเปลี่ยนไปซึ่งจะเหมือเดิมหรือไม่เหมือนเดิมนั้นก็ขึ้นอยู่กับ เหตุการณ์ เวลา และสถานที่  

        ความเข้าใจเช่นนี้ช่วยให้เราไม่ทุกข์ได้เพราะว่าเวลาที่คนไม่เ้ข้าใจแบบนี้ (ซึ่งผมจะเรียกว่าเค้าไม่เข้าใจธรรมชาติ) เค้าก็จะยึดติดว่า ทำไมคนนี้แต่ก่อนเค้าเคยดีกับเรานะ แต่ตอนนี้เค้าเป็นแบบนี้แล้ว  บางคนมีแฟนก็อาจจะสงสัยว่าแต่ก่อนเค้าเคยรักเรามากนะ แต่เดียวนี้ทำไมมันไม่เหมือนเก่า  เราเคยรู้สึกแย่กับคนนี้นะ พอมีเหตุการณ์บางอย่างเข้ามา  เราก็รู้สึกดีกับเค้าได้เหมือนกัน (คำว่าเหตการณ์นี้อาจจะเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราเกิดปัญญามองเห็นธรรมชาิติมากขึ้นก็ได้นะ)  ซึ่งจะเห็นว่าคนทั่วๆไปนั้นพอไม่เข้าใจแบบนี้ consequence ที่เกิดขึ้นก็คือทุกข์  

 

** นี่ก็คือหนึ่งในใบใม้กำมือหนึ่งที่พระพุทธเจ้าหยิบมาสอน ให้เห็นถึงหลักของ ไตรลักษณ์  

2009/Oct/15

         อนิจจัง ที่ทุกคนพูดถึงบ่อยๆนั้นว่า ความไม่เที่ยงไม่มีอะไรแน่นอนนั้น เคยรู้มั้ยว่ามันเป็นยังไง

         ผมเคยมีประสบการณ์อันหนึ่งทำให้เค้าใจบางอย่างขึ้นมากเลยว่าที่เวลาเราพูดว่าแน่นอน แล้วคนอื่นพูดว่าแน่นอนนั้นจริงๆแล้วเราควรวางท่าทีกับคำนี้อย่างไร

        บางคนคงเคยที่จะมีความรู้สึกรักหรือชอบใครบางคน(ในที่นี้ขอไม่นับพ่อแม่ พี่ชาย น้องสาวนะ) ผมเองก็เหมือนกันเคยรู้สึกชอบคนใกล้ๆตัวจนเริ่มเข้าไปจีบเค้า ถ้าเวลานี้มีใครมาถาม หรือว่าผมถามตัวเองว่าผมชอบคนนั้นมั้ย คำตอบคือ ชอบ ชอบจริงๆด้วยนะ ผมไม่ได้หลอกตัวเองนะ ผมตอบได้จากความรู้สึกวันนั้นได้เลย จากนั้นเวลาผ่านไปหลายเดือน ผมรู้สึกเฉยๆ และในที่สุดก็คือไม่ได้ชอบแล้ว  ถึงตอนนี้ผมนะ งง กับตัวเองมากๆว่า เฮ้ย เราเป็นแบบนี้ได้ยังไง ตอนนั้นรู้สึกแบบนั้นจริงๆนะคือชอบ ตอนนี้ก็รู้สึกแบบนี้จริงๆนะคือเฉยๆ 
        มานั่งลองคิดดูว่าถ้าแบบนี้เกิดกับเราได้ เอ้อออ มันจะสามารถเกิดแบบนี้กับคนอื่นได้มั้ยเนี่ย หรือว่าเรามันจิตใจเปลี่ยนง่ายคนเดียว โดยปกติแล้วคนทั่วไปเค้าไม่เป็นกันหลอก ก็เลยไปนั่งถามเพื่อนๆ เกี่ยวกับเรื่องแบบนี้ หลายคนก็เป็นเหมือนกันนะคือมันเปลี่ยนได้ ด้วยเวลา

         จากนั้นได้มีโอกาสมาเรียนปริญาโทจิตวิทยาที่จุฬา วันแรกเลยอาจารย์สอนคำว่า change ซึ่งมีนักปรัชญา สมัยก่อนบอกไว้ว่า ถ้า time (เวลา) เปลี่ยน และ space (สถานที่) เปลี่ยน คนก็เปลี่ยน ก็เลยตอบไปได้ระดับหนึ่งว่า อ๋อ ที่ความรู้สึกเราเปลี่ยนนั้น ก็เพราะว่าเวลาและสถานที่เปลี่ยนนั้นเอง เพราะว่าตอนนั้นรู้สึกชอบคนนั้นเพราะว่าสถานที่นั้นๆ และเวลานั้นๆด้วย

         

         ลองมาดูอีกหนึ่งตัวอย่าง ผมเองมีนิสัยชอบศึกษาหลายๆอย่างจากคนรอบข้างซึ่งเรื่องที่จะเล่านี้เกี่ยวกับเพื่อนสนิทของผม ซึ่งเพื่อนสนิทที่หลังจากจบวิดวะ แล้วก็ได้ทำงานซัก สอง ปี เพื่อนคนนี้มีโอกาสไปเรียนภาษาที่ USA ได้หนึ่งปี ช่วงแรกนั้นเพื่อนผมคนนี้ชอบที่นั่นมาก เขียน Blog บ่อยมากแทบจะทุกครั้งที่มีโอกาสใช้ internet จนเวลาผ่านไป 1 ปี เพื่อนผมก็กลับมาที่ประเทศไทยเนื่องด้วยปัจจัยหลายๆอย่างด้วย VISA แล้วก็เรื่องค่าใช้จ่าย แต่เนื่องจากที่เพื่อนผมคนนี้ชอบที่นู้นมากจึงพยามอยากจะกลับไป โดยการไปหางานทำที่สถานทูต USA เป็นพนักงาน IT อยู่ที่นั้นโดยหวังว่าทำได้ซักพักแล้ว ถ้าจะขอ VISA ไปอีกทีคงจะง่ายขึ้นมาก  เค้าเล่าแผนการที่จะกลับไปที่ USA ของเค้าให้ผมฟัง สิ่งที่ผมเห็นจากเค้าแล้วก็คือ แรงผักดันอันทรงพลังที่อยากจะกลับไปที่ USA ให้ได้
        จากนั้นไม่นานเวลาผ่านไปอีก 1 ปี ผมได้มีโอกาสไปกินข้าวเย็นกับเพื่อนคนนี้อีก ซึ่งผมก็ถามเค้าว่าเป็นยังไงยังอยากจะกลับไปที่ USA อีกมั้ย คำตอบคือ เฉยๆแล้วหวะ ไม่ได้อยากอะไรมากมายแล้ว ไม่ไปก็ได้ คิดว่าอยู่ไทยน่าจะดีกว่า เอาละซิ ผมก็เลยถามเค้าว่าจำตอนนั้นได้ป่าวว่ะ ที่อยากไปมากๆๆ แล้วทำตอนนี้มันไม่อยากไปแล้วอ่ะ เค้าก็บอกว่านั้นนะซิ ก็ตอนนี้มันไม่รู้สึกแบบนั้นแล้วอ่ะ

 

         ที่ผมเล่าสองเหตการณ์นี้เกิดขึ้นจริง และเกิดจากความรู้สึกจริงๆด้วยในตอนแรก และตอนหลังก็เกิดจากความรู้สึกจริงๆด้วย

 

        คำถามถ้าเราสังเกตดูตัวเองจากสองเหตุการณ์นี้ ผมเชื่อว่าทุกคนคงมีเหตุการณ์แบบอื่นที่ไม่ตรงกันที่เนื้อเรื่องแต่ว่า ตรงกันที่เราเองนั้นเปลี่ยน  ดังนั้นถ้าเราเข้าใจว่าเรื่องแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้แม้กับเราเองแล้วนั้น ถ้ามันจะเกิดขึ้นกับคนอื่นบ้างนั้น จะแปลกอะไร

         และถ้าเรารู้แบบนี้แล้วว่ามันเป็นปกติไม่แปลก เราก็จะวางท่าทีกับเพื่อน กับคนรู้จักได้ดีมากขึ้น เข้าใจสิ่งที่เค้าพูดได้มากขึ้น แม้แต่แฟนพูดก็เหอะ เราจะไม่ไปคิดยึดติดว่าเค้าจะเป็นแบบนั้นตลอด เพราะว่าตัวเราเองยังทำไม่ได้เลย

         พอเห็นม่ะคำว่าทุกอย่างไม่มีอะไรแน่นอน เพราะว่าเราเองยังไม่แน่นอนเลย ขึ้นอยู่กับว่าตอบตอนไหน

 อีกอันที่พอมาสนับสนุนเรื่องนี้ได้คือทฤษีทางควอนตัม  The Uncertainty Principle
              The position and momentum of a particle cannot be simultaneously measured with arbitrarily high precision. There is a minimum for the product of the uncertainties of these two measurements. There is likewise a minimum for the product of the uncertainties of the energy and time.

 

นี่คือทุกสิ่งในร่างกายเราเลยนะเนี่ย ระดับอะตอมก็เปลี่ยน โหแล้วแบบนี้ ความรู้สึกกับความคิดเปลี่ยนนี่นะเด็กๆๆไปเลย

        คนที่ไม่เคยเรียนฟิสิกส์มาผมจะพูดให้ฟังง่ายๆแบบนี้แล้วกัน คือนักวิทยาศาสตร์อ่ะเค้าพยามที่จะแยกวัตถุจนได้สิ่งที่เล็กที่สุดออกมาซึ่งเราเรียกว่า atom ใน atom นี้เค้าดูลงไปอีกมันก็มี electron กับ Proton วิ่งอยู่รอบๆ nuclear ซึ่ง The Uncertainty Principle  บอกไว้ว่า ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง เราไม่สามารถบอกได้ว่า electron and protron นั้นอยู่ตรงไหน ดังนั้นจาก ทฤษีนี้จะบอกได้ว่า เงินที่อยู่ในกระเป๋าผู้ที่กำลังอ่าน blog นี้มันได้มาอยู่ในกระเป๋าผมด้วยเวลา 0.00000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000001 วินาที จริงๆอาจจะน้อยกว่านี้นะ ผมไม่อยากพิมพ์ 0 เยอะๆๆ

 นักฟิสิกส์คิดได้แค่นี้แหละ แต่ไม่เข้าใจว่าจิตใจเราก็เป็นแบบนี้ด้วยว่า ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง เราไม่สามารถทำนายความรู้สึกนึกคิดของเราได้ ถึงแม้ว่าเราจะบอกว่า ชัวร์แน่นอน

 ขยายออกไปหน่อยก็จะบอกได้ว่าเราไม่สามารถเชื่อคนอื่นได้ด้วยว่าเค้าจะแน่นอน

การเข้าใจอนิจังนี้ช่วยให้เราวางท่าทีกับสิ่งรอบข้างเราได้ถูกต้อง โดยทำให้เราปราศจากความทุกข์

 และเรื่องนี้อยู่ในใบไม้กำมือเดียวที่พระพุทธเจ้าคิดว่าสำคัญเพราะว่าช่วยให้ดับทุกข์ได้ เรื่องของ atom พระพุทธเจ้าไม่ได้ต่อยอดเนื่องจากว่า มันไม่สำคัญ(ดับทุกข์ไม่ได้) ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ตัสรู้ เหมือนกันแต่ว่าไม่ถ่ายทอดต่อ ดังคำพูดที่ว่า ความรู้ที่เราได้ตัสสรู้นั้นเปลียบเหมือนใบไม้ทั้งป่า แต่เรานำมาสอนเพียงแค่ใบไม้กำมือเดียวคือเรื่องดับทุกข์

 

หวังว่าผู้อ่านถ้าเข้าใจในหลักการนี้แล้วเวลาแฟนบอกเลิกก็จะวางท่าทีได้ถูกต้องนะครับ อิๆ

 

 

 

edit @ 15 Oct 2009 00:47:15 by pg386

edit @ 15 Oct 2009 01:39:33 by pg386