อันนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่ผมงงมากๆๆ พยามสังเกตและหาคำตอบอยู่นานมากๆๆ (โดยการมองคนสวย แล้วสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นในใจ) จนแฝนผมงอนไปหลายรอบเลยว่าไปมองเค้าทำไม
จริงๆๆแล้วผมฝึกปรงอาสุภะ อยู่บอกแฟนแล้วแฟนก็ไม่เชื่อ แต่ก็เหอะนะผมฝึกจริงๆๆนิ
คราวนี้หลังจาก งง อยู่นานพอสมควร ก็ได้มาฟังปฏิจจสมุปบาท อย่างช้าๆๆละเอียดๆ อีกครั้ง
อวิชชา --> สังขาร --> วิญญาณ --> นามรูป --> สฬายตนะ --> ผัสสะ --> เวทนา --> ตัณหา --> อุปทาน --> ภพ --> ชาติ --> ชรามรณะ
ผมได้มีโอกาสฟังในส่วนการเชื่อมโยงระหว่าง อวิชชา --> สังขาร --> วิญญาณ
พอฟังเสร็จก็ปิ้งเลยว่าอ๋อเเกิดอะไรขึ้น ก่อนมาถึงคำว่า สวย ไม่สวย
ปัญญาของเรานี่ช่างเล็กน้อยมากๆๆนะ ไม่สามารถหาคำตอบเองได้
คราวนี้มาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้น
เริ่มจากตัวอย่างที่พระเทศแล้วผมชอบมากๆๆก่อน
ท่านให้ทุกคนหันไปดูนาฬิกา แล้วถามว่าตอนนี้กี่โมงกี่นาที (ถามก่อนหันไปดูนะ)
ทุกคนก็หันไปดูกลับมาตอบพระอาจารย์ได้หมดเลย
พระอาจารย์ถามว่าเข็มนาฬิกาอ่ะตรงปลายๆ เป็นสามเหลี่ยมหรือวงกลม
ทุกคนอึ้งตอบไม่ได้ (ตรงนี้ถึงกับ งง มากๆๆเลยนะ เพราะว่า แน่นอนเราเห็นแน่ๆๆแหละเพราะว่าเราดูเวลา จริงๆๆเมื่อกี้รูปของ ปลายเข็มนาฬิกา มันเข้า่ตาเราเรียบร้อยแล้วนะ แต่ว่าที่เราบอกไม่ได้เพราะว่าอะไร น้าาา)
พระท่านบอกต่อว่าถ้าเราเห็นเวลาแล้วแสดงว่ายังไงก็ตามแสงและสีที่ประกอบกันเป็นปลายเข็มนั้นมันต้องมากระทบตาเราแล้ว
แต่ที่เราไม่เห็นเพราะว่าเราไม่มีวิญญาญเข้าไปรับรู้ (ตรงนี้ คำว่าวิญญาญ ไม่ใช่ผีนะ ให้ไปอ่านอีกทีจาก http://pg386.exteen.com/20090929/entry ก่อนแล้วกัน)
คราวนี้แล้วทำไมเราไม่มีวิญญาญรับรู้นี่หละ
คำตอบคือเพราะเราตั้งเจตนา ไว้แค่ดูเวลา (เฮ้ย นี่มันอะไรกัน คนเรารับรู้ได้มากที่สุดเท่าที่การตั้งเจตนาหรอเนี่ย)
ซึ่งไอ้เจตนานี้คือสังขาร นั้นเอง แล้วมาดูต่อซิว่า สังขารเกิดจากอะไร ก็คือเกิดจาก อวิชา
อวิชาคือสิ่งที่เราไม่รู้ ไม่รู้ว่าผู้หญิงที่เรามองนั้นมันคือแค่ อัตราส่วนของแสงที่แตกต่างกัน ทั้งคนสวยแล้วไม่สวย สิ่งที่เรารับรู้จริงๆๆนั้นคือ แสงสีที่แตกต่าง แต่เราไปบอกมันว่าอัตราส่วนของแสงแบบนี้คือ คนสวย
แบบนี้คือคนไม่สวย (นี่แหละอวิชาแท้ๆๆ)
มาดูต่อแล้วอวิชาเกิดจากอะไร พระคุณเจ้าท่านบอกว่าในบางคัมพี จบแค่อวิชาเลยแต่บางคัมพีบอกว่าอวิชาเกิดจาก อาสวะ ซึ่ง อาสวะ แปลว่า
สิ่งที่หมักหมม มาจนเราไม่มีโอกาสได้รู้จริง อ่าาา คำตอบออกแล้ว เราอยู่ในประเทศไทย เรียนรู้มาแบบนี้ พ่อแม่เราก็สอนแบบนี้ ครูก็สอนแบบนี้ นิทานก็สอนแบบนี้ เพื่อนๆ ทุกคนก็บอกเราแบบนี้ โทรทัศทุกช่องก็บอกแบบนี้ นี่แหละคือสิ่งที่หมักหมม จนเราไม่สามารถรับรู้โลกแบบจริงๆๆได้ เรารับรู้ทั้งหมดเป็นอวิชา
ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัยปัญญาในการที่เราจะเข้าใจโลกโดยปราศจากอวิชา ซึ่งผมเองนั้นก็ยังโดนอวิชาครอบงำอยู่เยอะมากๆๆ ไม่ได้และต้องฝึกให้มากกว่านี้