2010/Mar/08

อันนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่ผมงงมากๆๆ  พยามสังเกตและหาคำตอบอยู่นานมากๆๆ (โดยการมองคนสวย แล้วสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นในใจ)  จนแฝนผมงอนไปหลายรอบเลยว่าไปมองเค้าทำไม

จริงๆๆแล้วผมฝึกปรงอาสุภะ อยู่บอกแฟนแล้วแฟนก็ไม่เชื่อ แต่ก็เหอะนะผมฝึกจริงๆๆนิ

คราวนี้หลังจาก งง อยู่นานพอสมควร ก็ได้มาฟังปฏิจจสมุปบาท  อย่างช้าๆๆละเอียดๆ อีกครั้ง

อวิชชา --> สังขาร  --> วิญญาณ --> นามรูป --> สฬายตนะ --> ผัสสะ --> เวทนา --> ตัณหา --> อุปทาน --> ภพ --> ชาติ --> ชรามรณะ

ผมได้มีโอกาสฟังในส่วนการเชื่อมโยงระหว่าง อวิชชา --> สังขาร  --> วิญญาณ

พอฟังเสร็จก็ปิ้งเลยว่าอ๋อเเกิดอะไรขึ้น ก่อนมาถึงคำว่า สวย ไม่สวย

ปัญญาของเรานี่ช่างเล็กน้อยมากๆๆนะ ไม่สามารถหาคำตอบเองได้

คราวนี้มาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้น

 

เริ่มจากตัวอย่างที่พระเทศแล้วผมชอบมากๆๆก่อน

ท่านให้ทุกคนหันไปดูนาฬิกา แล้วถามว่าตอนนี้กี่โมงกี่นาที (ถามก่อนหันไปดูนะ)

ทุกคนก็หันไปดูกลับมาตอบพระอาจารย์ได้หมดเลย

พระอาจารย์ถามว่าเข็มนาฬิกาอ่ะตรงปลายๆ เป็นสามเหลี่ยมหรือวงกลม

ทุกคนอึ้งตอบไม่ได้ (ตรงนี้ถึงกับ งง มากๆๆเลยนะ เพราะว่า แน่นอนเราเห็นแน่ๆๆแหละเพราะว่าเราดูเวลา จริงๆๆเมื่อกี้รูปของ ปลายเข็มนาฬิกา มันเข้า่ตาเราเรียบร้อยแล้วนะ แต่ว่าที่เราบอกไม่ได้เพราะว่าอะไร น้าาา)

พระท่านบอกต่อว่าถ้าเราเห็นเวลาแล้วแสดงว่ายังไงก็ตามแสงและสีที่ประกอบกันเป็นปลายเข็มนั้นมันต้องมากระทบตาเราแล้ว

แต่ที่เราไม่เห็นเพราะว่าเราไม่มีวิญญาญเข้าไปรับรู้ (ตรงนี้ คำว่าวิญญาญ ไม่ใช่ผีนะ ให้ไปอ่านอีกทีจาก http://pg386.exteen.com/20090929/entry  ก่อนแล้วกัน)

คราวนี้แล้วทำไมเราไม่มีวิญญาญรับรู้นี่หละ 

 

คำตอบคือเพราะเราตั้งเจตนา ไว้แค่ดูเวลา (เฮ้ย นี่มันอะไรกัน คนเรารับรู้ได้มากที่สุดเท่าที่การตั้งเจตนาหรอเนี่ย)

 

 ซึ่งไอ้เจตนานี้คือสังขาร นั้นเอง แล้วมาดูต่อซิว่า สังขารเกิดจากอะไร ก็คือเกิดจาก อวิชา

 

อวิชาคือสิ่งที่เราไม่รู้   ไม่รู้ว่าผู้หญิงที่เรามองนั้นมันคือแค่ อัตราส่วนของแสงที่แตกต่างกัน  ทั้งคนสวยแล้วไม่สวย สิ่งที่เรารับรู้จริงๆๆนั้นคือ แสงสีที่แตกต่าง  แต่เราไปบอกมันว่าอัตราส่วนของแสงแบบนี้คือ คนสวย
แบบนี้คือคนไม่สวย (นี่แหละอวิชาแท้ๆๆ)

 

มาดูต่อแล้วอวิชาเกิดจากอะไร พระคุณเจ้าท่านบอกว่าในบางคัมพี จบแค่อวิชาเลยแต่บางคัมพีบอกว่าอวิชาเกิดจาก อาสวะ ซึ่ง อาสวะ แปลว่า

สิ่งที่หมักหมม มาจนเราไม่มีโอกาสได้รู้จริง  อ่าาา คำตอบออกแล้ว  เราอยู่ในประเทศไทย เรียนรู้มาแบบนี้ พ่อแม่เราก็สอนแบบนี้ ครูก็สอนแบบนี้   นิทานก็สอนแบบนี้   เพื่อนๆ ทุกคนก็บอกเราแบบนี้ โทรทัศทุกช่องก็บอกแบบนี้ นี่แหละคือสิ่งที่หมักหมม จนเราไม่สามารถรับรู้โลกแบบจริงๆๆได้  เรารับรู้ทั้งหมดเป็นอวิชา

 

ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัยปัญญาในการที่เราจะเข้าใจโลกโดยปราศจากอวิชา  ซึ่งผมเองนั้นก็ยังโดนอวิชาครอบงำอยู่เยอะมากๆๆ   ไม่ได้และต้องฝึกให้มากกว่านี้ 

 

2010/Mar/08

ช่วงนี้ไม่รู้เป็นอะไรรู้สึกว่าโมโหง่ายผิดปกติจากแต่ก่อนเยอะมากๆ แต่มันก็ทำให้ได้เรียนรู้บางอย่างด้วยนะ

สิ่งที่สังเกตเห็นคือ

1)เมื่อเสียงสูงเสียงต่ำมากระทบหู (คำพูดจากคนอื่น)  สิ่งที่เกิดคือใจเราไม่พอใจ
2)เราเกิดอารมณ์
3)เราการตอบโต้
4)โมโหยิ่งกว่าเดิม

จากนั้นได้มีการทดลอง workflow อันใหม่ดู เอาใหม่

1)  เมื่อเสียงสูงเสียงต่ำมากระทบหู (คำพูดจากคนอื่น)  สิ่งที่เกิดคือใจเราไม่พอใจ
2) เราเกิดอารมณ์
3) เราเห็นว่าการเกิดอารมณ์ครั้งนี้เป็นธรรมดา(เหมือนลมพัดมาจากทิศใต้โดนต้นไผ่ก็ต้องเอนไปทางเหนือ)
เมื่อเห็นเช่นนี้แล้วว่าอารมณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เป็นธรรมดาของมันนั้นเอง แล้วไม่ไปสานต่อ 
เช่นนั้นมันก็ไม่เกิดอะไรอีกเลย

โอ้สุดยอดใช้ได้จริงแฮะ ฟังพระเทศก็เลยลองเอามาใช้ดูไม่ได้คิดเองเลย


เอาใหม่สำหรับผัสสะที่เกิดจากอายตนะภายในคือตา
สิ่งที่สังเกตเห็นคือ

1)เมื่ออัตราส่วนของสีที่แตกต่างกันมากระทบตา (คนบางคนทำบางอย่างเลอะเทอะ)  สิ่งที่เกิดคือใจเราไม่พอใจ
2)เราเกิดอารมณ์
3)เราการตอบโต้ด้วยการพูดบางอย่าง
4)โมโหยิ่งกว่าเดิม

จากนั้นได้มีการทดลอง workflow อันใหม่ดู เอาใหม่

1)  เมื่ออัตราส่วนของสีที่แตกต่างกันมากระทบตา (คนบางคนทำบางอย่างเลอะเทอะ) สิ่งที่เกิดคือใจเราไม่พอใจ
2) เราเกิดอารมณ์
3) เราเห็นว่าการเกิดอารมณ์ครั้งนี้เป็นธรรมดา(เหมือนลมพัดมาจากทิศใต้โดนต้นไผ่ก็ต้องเอนไปทางเหนือ)
เมื่อเห็นเช่นนี้แล้วว่าอารมณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เป็นธรรมดาของมันนั้นเอง แล้วไม่ไปสานต่อ 
เช่นนั้นมันก็ไม่เกิดอะไรอีกเลย




ทั้งหมดนี้ทำได้ตอนที่มีสติเท่านั้น บางทีก็หลุด ก็ได้แต่บอกว่าเอาใหม่ ตั้งใจให้มากกว่าเดิมนะหมู สู้ๆ

เอาเป็นว่าที่พระท่านพูดมา จริงอ่ะ

 

2010/Jan/31


 
 ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจกันใหม่ก่อนสำหรับคำว่าบุญและบาป โดยคำว่า
 
บุญแปลว่า ผลกระทบจากการกระทำที่เกื้อกูล(ดี)
บาปแปลว่า ผลกระทบจากการกระทำที่ไม่เกื้อกูล(ไม่ดี) 
 
ซึ่งตรงนี้เองพวกเราชาวพุทธส่วนใหญ่(ส่วนใหญ่ที่ผมรู้จัก) เข้าใจไม่ถูกอย่างมากโดยไปคิดว่า ผลกระทบจากการกระทำที่เกื้อกูล/ไม่เกื้อกูล นี้เกิดจากสวรรค์หรือใครกำหนดให้เป็น 
 
ดังนั้นมาลองดูตัวอย่างก่อนแล้วกัน ผมคำว่าผมจะไม่ใช้คำว่าบุญกับบาป นะครับเพราะว่าเดียวมันจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจคำว่าบุญกับบาปในมุมเดิมๆ ผมจะใช้คำว่า   ผลกระทบจากการกระทำที่เกื้อกูล/ไม่เกื้อกูล แทนแล้วกันนะครับ
 
 
           จริงๆๆถ้าจะอ่านตัวอย่างต่อไปนี้อยากให้เริ่มจากการทำความเข้าใจ โสดาปัตติยังคะ ก่อนเพราะ โสดาปัตติยังคะ นี้จะเน้นให้เห็นถึงผลกระทบจากการกระทำ
 
         มาดูกันเลย
         Q1: เราเอาไม้ไปตีหัวคนอื่น --> คนอื่นเจ็บแค้น --> คนอื่นหาทางทำร้ายเรา [คำถามพระเจ้าใช่มั้ยที่เป็นคนสนองเราให้ได้ ผลกระทบจากการกระทำที่ไม่เกื้อกูล ?]
 
         Q2: ทิ้งขยะลงในแม่น้ำ --> ปลาบางตัวตาย --> ปลาตัวใหญ่ที่กินปลาบางตัวตาย --> เราไม่มีปลาตัวใหญ่กิน --> เราเลยต้องไปล่าสัตว์ในป่า --> โดนสัตว์ในป่าทำร้าย --> นอนพักรักษาตัวที่บ้าน [คำถามพระเจ้าใช่มั้ยที่เป็นคนสนองเราให้ได้ ผลกระทบจากการกระทำที่ไม่เกื้อกูล ?]
 
         Q3: พูดจาไม่ระวังไปทำร้ายคนอื่นโดยวาจา --> ทำคนที่รู้จักเจ็บแค้น --> คนที่รู้จักไม่มีใครช่วยเหลือเรา [คำถามพระเจ้าใช่มั้ยที่เป็นคนสนองเราให้ได้ ผลกระทบจากการกระทำที่ไม่เกื้อกูล ?]
 
          Q4: ไปผิดลูกผิดเมียคนอื่น --> พ่อแม่พี่น้องคนรู้จักของคนคนนั้นเจ็บแค้น --> พวกเค้าดักทำร้าย [คำถามพระเจ้าใช่มั้ยที่เป็นคนสนองเราให้ได้ ผลกระทบจากการกระทำที่ไม่เกื้อกูล ?]
 
          Q5: กินเหล้า --> ไม่มีสติ --> พูดจาไม่ระวัง --> คนอื่นโมโห --> เราโดนทำร้าย [คำถามพระเจ้าใช่มั้ยที่เป็นคนสนองเราให้ได้ ผลกระทบจากการกระทำที่ไม่เกื้อกูล ?]
 
           Q6: ไปขโมยของรักของผู้อื่น --> ทำให้ผู้อื่นทุกข์ -->  คนรอบข้างของผู้อื่นก็ทุกข์ด้วย --> ทำให้พวกเค้าไม่มีจิตใจในการทำงานมากนัก --> ของที่บริษัทที่พวกเค้าทำอยู่ผลิตของเสียเยอะ --> บริษัทขาดทุน --> ไล่พนักงานบางส่วนออก --> หนึ่งในนั้นเป็นเรา [คำถามพระเจ้าใช่มั้ยที่เป็นคนสนองเราให้ได้ ผลกระทบจากการกระทำที่ไม่เกื้อกูล ?]
 
           คราวนี้มาดูตัวอย่างที่ดีๆๆกันบ้าง
 
           Q1: พูดจาดี --> คนอื่นชื่นชม --> คนอื่นคอยสนับสนุน
           Q2: ช่วยสอนหนังสือเด็กที่ด้อยโอกาส --> สิบปีผ่านไป --> เด็กเข้ามหาลัย --> ไปแข่งขันสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ --> มหาลัยโด่งดัง --> มีเด็กมาสมัครเยอะขึ้น --> มหาลัยต้องการขยายอนาเขต --> ไปซื้อพื้นที่ --> บังเอิญเรามีที่อยู่ที่นั้นแล้วที่เค้าซื้อก็เป็นที่ของเรา
           Q3: บริจากเลือด --> คนใกล้ตายได้เลือด --> เค้ามีชีวิตใหม่ --> มาซื้อของที่ร้านค้าของเรา --> เรามีกำไร
        
จริงๆๆที่ยกตัวอย่างมานี้เพื่อให้เห็นว่า พระเจ้าหรือสวรรค์ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ  ผลกระทบจากการกระทำที่เกื้อกูล/ไม่เกื้อกูล  ของเราเลยทั้งหมดนี้เราเป็นคนสร้างเราเป็นคนรับ ส่วนที่จะดีหรือไม่ดีก็ดูที่การกระทำของเราตั้งแต่ต้น 
          ดั้งนั้นจึงอยากให้ฝึกพิจารณาผลของการกระทำแบบนี้บ่อยๆๆก่อนทำ มันจะทำให้เราเห็นว่าผลของการกระทำมันจะเป็นในทิศทางใด
 
         แต่ถ้าขี้เกียจก็มีคนคิดไว้แล้วก็คือ ศีล 5 นี่แหละ ทำไปก่อนเลยแล้วค่อยคิดพิจารณาตามไปด้วย
 
ซึ่งถ้าเราเข้าใจแบบนี้แล้วจะเห็นว่าเราสามารถสร้างผลกระทบจากการกระทำของเราได้เลยในตอนนี้ ไม่ต้องไปสนใจว่าชาติที่แล้วเราทำอะไรไว้   มันไม่ได้หักล้างกันได้แบบไปวัดแล้วสะเดาะเคาะห์ หรอกยังไงเราก็จะได้รับผลของการกระทำของเราเองอยู่ดี ซึ่งถ้าเรารู้แบบนี้แล้วเราจึงจำเป็นต้องสร้างแต่ปัจจัยที่เกื้อกูลต่อตัวเรา
 
 
ในที่สุดนี้อยากให้เห็นอีกแง่ว่าผลของการกระทำบางทีมันไม่ไ้ด้เกิดกับเราคนเดียวมันจะเิกิดจากผลของการกระทำจากผู้อื่นด้วยเ่ช่น
 
         1) เราขยันแทบตายทำไม GDP ของประเทศไม่สูงซักที (อันนี้เป็นผลของการกระทำ ที่เกิดจากมวลรวม)
          2) เรารักษาสิ่งแวดล้อมแล้วทำไมโลกยังร้อน  (อันนี้เป็นผลของการกระทำ ที่เกิดจากมวลรวม)
          3) เราไม่เกินเหล้า แต่คนกินเหล้าแล้วขับรถมาชนเรา (อันนี้เป็นผลของการกระทำ ที่เกิดจากคนอื่นๆ) 
 
ดังนั้นซึ่งถ้าเราเข้าใจแบบนี้ด้วยแล้ว เราก็จะเข้าใจว่าทุกอย่างเป็นไปตามกระแสแห่งเหตปัจจัย ซึ่งเราไม้่สามารถ ควบคุมหรือรู้ได้เลย ดังนั้นเราจึงควร
    1) กระทำหรือสร้างแต่เหตปัจจัยที่เกื้อกูล
    2) ไม่ประมาท
    3) ถ้ามีโอกาสก็อธิบายให้คนอื่นฟังด้วย เพราะมันมีผลของการกระทำบางอย่างต้องอาศัยผลของมวลรวม คือทุกคนต้องช่วยกันถึงจะได้ผลแบบนี้
 
น่าจะพอเข้าใจได้ไม่มากก็น้อยนะครับ